Delegation of the European Union to New Zealand

ประเทศไทย และ EU

17/05/2016 - 15:52
EU relations with Country

หน้านี้แสดงข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และประเทศไทยในด้านต่าง ๆ เช่น ความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการค้า ความร่วมมือทางการเงิน และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

EU และประเทศไทยได้เจรจาเรื่อง ข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (PCA) PCA จะสร้างกรอบการทำงานที่ครอบคลุม และช่วยส่งเสริมความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายให้ดียิ่งขึน

อย่างไรก็ตาม EU จะไม่ลงนามใน PCA กับประเทศไทยจนกว่าประเทศจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย นั่นหมายความว่าข้อตกลงฉบับเก่าที่ลงนามไว้เมื่อค.ศ.1980 ยังจะคงเป็นกรอบการทำงานสำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง EU และประเทศไทยต่อไป

หลังจากที่ทหารได้เข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม ปีค.ศ.2014 EU ได้เรียกร้องให้ผู้นำทหารนำประเทศไทยกลับเข้าสู่กระบวนการทางประชาธิปไตยและฟิ้นฟูรัฐธรรมนูญของประเทศ

EU และประเทศไทยได้เจรจาเรื่อง ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 โดยทั้งสองฝ่ายต้องการข้อตกลงที่ครอบคลุมในหัวข้อต่าง ๆ เช่น

  • ภาษีการค้าและมาตรการอื่นนอกเหนือจากภาษีการค้า
  • การบริการ
  • การลงทุน
  • การจัดซื้อสาธารณะ
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • ปัญหาด้านกฎระเบียบและข้อบังคับ และ
  • การพัฒนาอย่างยั่งยืน

จนถึงปัจจุบัน การเจรจาได้ถูกดำเนินแล้วทั้งหมดสี่รอบ โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2014 นับตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว ขณะนี้ ยังไม่มีการกำหนดการเจรจา FTA รอบใหม่เนื่องจากทหารเข้ายึดอำนาจประเทศไทย

การค้าระหว่าง EU และประเทศไทยมีมูลค่า 32.9 พันล้านยูโร ในค.ศ. 2015 (หรือประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท)

EU เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศไทย ในค.ศ. 2015 การส่งออกจากประเทศไทยไปยัง EU มีมูลค่ารวม 19.6 พันล้านยูโร (ประมาณ 764 พันล้านบาท)

EU คือผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของประเทศไทย ในค.ศ. 2015 การนำเข้าจาก EU สู่ประเทศไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 13.4 พันล้านยูโร (ประมาณ 523 พันล้านบาท)

สินค้าที่ถูกนำเข้าจากประเทศไทยไปยัง EU มากที่สุดสามอันดับแรก ใน ค.ศ. 2015 ได้แก่

  • เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง (49.1 % ของการนำเข้าทั้งหมด)
  • ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด (18.5 %) และ
  • อาหารและสัตว์มีชีวิต (11.4 %)

สินค้าที่ถูกส่งออกจาก EU มายังประเทศไทยมากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่

  • เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง (45.1%)
  • ผลิตภัณฑ์เคมีและที่เกี่ยวข้อง (17%) และ
  • สินค้าอุตสาหกรรม (14.9%)

ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและ EU เริ่มขึ้นในยุคค.ศ.1970 โดยมุ่งเน้นที่การช่วยเหลือให้ประเทศไทยพัฒนาภาคการเกษตร และเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองฝ่ายได้เปลี่ยนมาให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น พร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

กลยุทธ์ความร่วมมือในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การวางแผนด้านความช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านการพัฒนาของตน - และเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น คณะผู้แทน EU ประจำประเทศไทยจึงมีหน้าที่ในการดูแลและติดตามผลงานของโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมหลายด้าน อาทิ

  • การปกครอง
  • สิ่งแวดล้อม
  • สุขภาพ
  • การศึกษาระดับอุดมศึกษา และ
  • การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

ภาพรวมของโครงการริเริ่มที่เราบริหารจัดการนั้นได้นำเสนออยู่ในตารางแนบ

ความร่วมมือกับประชาสังคมเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง EU และประเทศไทย โดยEUได้ปรึกษาหารือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สื่อ นักวิชาการ และองค์กรระดับรากหญ้าต่าง ๆ เกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย

คณะผู้แทนได้หารือกับองค์กรด้านประชาสังคมในช่วงระหว่างการเตรียมเอกสารด้านนโยบาย และก่อนที่จะเริ่มโครงการความร่วมมือ องค์กรเหล่านี้ยังได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมในการร่วมเตรียมแนวทางในการยื่นข้อเสนอสำหรับโครงการพัฒนา

คณะผู้แทนยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาสังคมผ่านทาง โครงการสนับสนุนการร่วมหารือด้านนโยบายระหว่างประเทศไทยและ EU โครงการได้ถูกตั้งงบประมาณไว้ 3.75 ล้านยูโรสำหรับค.ศ. 2015-2017 ซึ่งเพิ่มจากเงินทุนของโครงการที่มีอยู่เดิม

ภาพรวมของโครงการด้านประชาสังคมที่เราบริหารจัดการนั้นสามารถดูได้จากตารางนี้

EU มีสำนักงานในกรุงเทพฯ ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนโครงการด้านมนุษยธรรมของ EUทั้งหมดในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - รวมถึงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมของ EU ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในค.ศ. 1995 และได้ดำเนินการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มากมายทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและเกิดจากมนุษย์ ทุนสนับสนุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้มีมูลค่าทั้งหมดเกือบ 121 ล้านยูโร

ความช่วยเหลือด้านนี้ส่วนมากนั้นถูกนำไปสู่ผู้อพยพชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยต่าง ๆ ตามแนวชายแดนของประเทศไทย EU ได้ให้การช่วยเหลือแก่คนกลุ่มนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี ผ่านทางการให้ ความช่วยเหลือด้านอาหาร, ความช่วยเหลือด้านสุขภาพและอนามัย และ การให้การป้องกัน

เพื่อตอบสนองต่อจำนวนผู้ต้องการลี้ภัยมายังประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เงินทุนเพิ่มเติมจึงถูกจัดสรรขึ้น ในค.ศ. 2016 เพื่อสนับสนุนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

EU ยังได้จัดสรรเงินจำนวนทั้งสิ้น 925,000 ยูโรเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านมนุษยธรรมของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาและผู้อพยพชาวบังกลาเทศที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ค.ศ. 2013

นอกจากนี้ EU ยังให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น ช่วงที่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียปีค.ศ. 2004 และอุทกภัยในปีค.ศ. 2011

โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนของ EU ต่อผู้อพยพลี้ภัยในประเทศไทยที่ เอกสารประกอบข้อมูลนี้

Languages:
บทบรรณาธิการ: