ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ภาพรวม

ความตกลงระหว่างอาเซียนและประชาคมยุโรป พ.ศ. 2523 เป็นกรอบกฎหมายสำหรับความสัมพันธ์กับประเทศไทย ส่วนในระดับทวิภาคีนั้นได้มีการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสประชาคมยุโรป-ไืทย ซึ่งนำโดยคณะกรรมาธิการจากฝั่งประชาคมยุโรป การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งแรกจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2535 และการประชุมครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 10) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 ณ กรุงบรัสเซลส์ เนื่องจากความความตกลงระหว่างอาเซียนและประชาคมยุโรป พ.ศ. 2523 นั้นล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับพื้นฐานความสัมพันธ์ ยุทธศาสตร์สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีพ.ศ. 2546 ของคณะกรรมาธิการยุโรป (2003 Commission Strategy for Southeast Asia) จึงเสนอความความตกลงแบบทวิภาคีแก่ประเทศในภูมิภาคที่สนใจ ความตกลงทวิภาคีเช่นนี้จะส่งเสริมความสัมพันธ์ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของนโยบายสมัยใหม่ด้วยกรอบเชิงสถาบันที่เหมาะสมและเอื้อให้เกิดการเจรจาเชิงนโยบายในประเด็นที่กว้างมากขึ้น

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2547 คณะมนตรียุโรปจึงได้อนุมัติระเบียบการเจรจาความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Co-operation Agreement) แบบทวิภาคีกับบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่มีความตกลงทวิภาคีกับประชาคมยุโรป ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศดังกล่าว และได้มีการประกาศเจตนารมณ์เพื่อเริ่มต้นการเจรจากับประเทศไทย ระหว่างนายโปรดี ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปและอดีตนายกรัฐมันตรี ทักษิณ ชินวัตร ในการประชุมระดับผู้นำอาเซม (ASEM Summit) เมื่อเดือนตุลาคม 2547 ณ กรุงฮานอย การริเริ่มเช่นนี้ย้ำให้เห็นถึงความตั้งใจของสหภาพยุโรปในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีและพันธกรณีในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศไทย ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเจรจา

การค้าระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลถึงประมาณ 2.7 หมื่นล้านยูโร (1.15 แสนล้านบาท) ในปี 2553 ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกอันดับสองของประเทศไทยรองจากอาเซียน การส่งออกของประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวม 1.7 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 7.25 แสนล้านบาท) ความเข้มแข็งของภาคการส่งออกของไทยทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้ามหาศาลกับสหภาพยุโรป โดยในช่วงปีพ.ศ. 2550-2553 ไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหภาพยุโรปเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.5 พันล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท)

มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favoured Nation - MFN) และการยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือเสียภาษีเพียงบางส่วนภายใต้ระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปหรือจีเอสพี (Generalized Scheme of Preferences - GSP) ทั้งนี้ ในบรรดาประเทศคู่ค้าของสหภาพยุโรป ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากจีเอสพีเป็นอันดับสองรองจากอินเดีย